UTCC Blog       Log in       สมัครสมาชิก       คู่มือการใช้งาน

กลับมาอีกครั้งกับโครงการฉลาดคิดแบบคนรุ่นใหม่ ที่มีความคิดดีๆ ไอเดียเด็ดๆ ร่วมส่งผลงานไอเดียเด็ดๆ เพื่อประชันพลังสมอง งานนี้เงินรางวัลรวมกว่า 300,000 บาท พร้อมประสบการณ์ความรู้ดีๆ

พฤษภาคม 19th, 2009 | 10:45 am

“นมถั่วเหลือง” เป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ชนิดหนึ่งที่ผลิตจากโปรตีนถั่วเหลือง ดังนั้นในนมชนิดนี้จึงไม่มีน้ำตาลแลกโตส แต่จะใช้มาลโตเด็กซ์ทรินอย่างเดียว หรือร่วมกับน้ำตาลทรายแทน ส่วนของไขมันที่ใช้เติมก็มักใช้น้ำมันถั่วเหลืองร่วมกับน้ำมันพืชชนิดอื่น ๆ

โดยทั่วไปโปรตีนจากถั่วเหลือง จะขาดกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายไปชนิดหนึ่ง นั่นคือ กรดอะมิโนที่ชื่อว่า “เมทธิโอนีน” ดังนั้นบางยี่ห้อจึงมีการเติมสารเมทธิโอนีนลงไปด้วย ปัจจุบันนมถั่วเหลืองที่ขายอยู่ในท้องตลาดขณะนี้มีเพียง 4 ยี่ห้อด้วยกันคือ นิวตริโซยา ไอโซมิล โปรโซบี และอัลซอย สำหรับราคาของนมชนิดนี้นะคะก็สูงกว่านมธรรมดาเล็กน้อย ในการใช้ผลิตภัณฑ์นมถั่วเหลืองนี้ ท่านควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์หรือใช้เมื่อมีความจำเป็นบ่งชี้ดังนี้ คือ

 
- กรณีที่เด็กแพ้นมวัวหรือโปรตีนจากวัว
- ภาวะที่ขาดเอนไซม์แลกเตส ซึ่งภาวะนี้มักเกิดขึ้นชั่วคราวจากการท้องเสียในผู้ป่วยบางราย ทำให้ร่างกายไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลกโตสได้ เมื่อกินนมธรรมดาที่มีน้ำตาลแลคโตสจะยิ่งทำให้ท้องเสียมากขึ้น จึงจำเป็นจะต้องใช้นมที่ไม่มีน้ำตาลแลคโตสซึ่งก็คือนมถั่วเหลืองเข้าไปแทน อาการจึงจะดีขึ้น

 
ส่วนนมถั่วเหลืองในอีกความหมายหนึ่ง ก็คือน้ำเต้าหู้ที่ทำจากถั่วเหลือง ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องดื่มเสริมสุขภาพที่มีประโยชน์ไม่น้อย เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัวหาซื้อได้ง่ายและราคาก็ถูกอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเรามีการเพิ่มวิตามินหรือส่วนผสมที่มีประโยชน์ลงไปในนมถั่วเหลือง ก็พูได้เลยว่าคุณจะได้รับประโยชน์จากนมแก้วนั้นไปเต็มๆ

อ่านบทความดีๆเพิ่มเติม

เมษายน 23rd, 2009 | 2:50 pm

สำหรับคนมีกะตังค์ ถ้าอยากได้ iPhone 3G เคลือบทอง 24k ห้ามพลาด เพราะเขาขายในอีเบย์ราคาประมาณ 50,000 บาท (1,500 เหรียญฯ)

เอามาให้ดูเล่น เผื่อใครสนใจอยากได้เป็นเจ้าของ

 

ขอบคุณเนื้อหาจาก http://techible.com

จากสถิติทางการแพทย์ คนไทยตาย 7 คนต่อชั่วโมง* ด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคที่กำลังจะเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของคนไทย ซึ่งมีสาเหตุมาจากเจ้าโค…ตัวนี้นี่เอง

โค…อะไรทำให้หัวใจชำรุด?

โค…ที่ทำให้หัวใจชำรุดที่ว่านี้ก็คือ เจ้า “โ-ค-เ-ล-ส-เ-ต-อ-ร-อ-ล” นั่นเองโดยส่วนใหญ่โคเลสเตอรอลทำให้เกิดโรคต่างๆมากกมาย เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ และภาวะโคเลสเตอรอลในหลอดเลือดสูง ซึ่งล้วนแล้วแต่ทำให้เสี่ยงต่อการตายทั้งสิ้น

โคเลสเตอรอล คือ สารไขมันคล้ายขี้ผึ้งที่ปรากฏอยู่ในทุกเซลล์ของร่างกาย เมื่อพูดถึงไขมันทุกคนอาจจะคิดว่าไปไขมันเป็นสิ่งไม่ดีทั้งนั้น แต่จริงๆแล้วไขมันแบ่งออกเป็นหลายประเภท หากจะให้ทำง่ายๆสามารถแบ่งได้ง่ายๆเป็น 2 ประเภท คือ

1. โคเลสเตอรอลซึ่งส่วนหนึ่งร่างกายสามารถสร้างขึ้นมาเองได้ และอีกส่วนหนึ่งได้รับจากอาหาร โดยปกติระดับโคเลสเตอรอลในเลือดจะต้องไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ซึ่งในโคเลสเตอรอล จะประกอบด้วยโคเลสเตอรอลสองชนิดที่สำคัญคือแอลดีแอล และเอชดีแอล

แอลดีแอลคือโคเลสเตอรอลชนิดเลว ส่วนเอชดีแอลคือโคเลสเตอรอลชนิดดี ซึ่งทั้งสองชนิดนี้ ต้องถูกควบคุมให้อยู่ในระดับที่สมดุล แอลดีแอลในกระแสเลือดควรอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 130  มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร ส่วนเอชดีแอลในกระแสเลือดควรสูงกว่า 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร                       

หากระดับแอลดีแอลสะสมในกระแสเลือดมากเกินไป จะทำให้หลอดเลือดตีบตัน มีโอกาสสูง ที่จะเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และเบาหวาน

2. ไตรกลีเซอร์ไรด์ คือไขมันอีกชนิดที่ร่างกายสร้างขึ้นเองและได้รับจากสารอาหาร ระดับปกติในเลือด ไม่ควรเกิน 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หากระดับไตรกลีเซอร์ไรด์สูงเกินไปจะทำให้หลอดเลือดอุดตันได้เช่นเดียวกัน

โคเลสเตอรอลชนิดดี หรือ HDL หรือที่เรียกกันทางการแพทย์ว่า เอช ดี แอล โคเลสเตอรอล (HDL Cholesterol) ซึ่งเปรียบ เสมือน “ตำรวจ” คอยจับผู้ร้าย เพราะเป็นตัวกำจัดไขมันไม่ดีออกจากหลอดเลือดแดงซึ่งสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจได้ด้วย

อีกหนึ่งตัวที่เป็นยอดวายร้ายกับร่างกายเราก็คือ โคเลสเตอรอลชนิดเลว  หรือ LDL หรือที่เรียกกันทางการแพทย์ว่า แอล ดี แอล โคเลสเตอรอล (LDL Cholesterol) ซึ่งเปรียบเสมือน “ตัวผู้ร้าย” ถ้ามีปริมาณมากจะสะสมอยู่ในหลอดเลือดแดงเป็นต้นเหตุของโรคหลอดเลือดแดงแข็ง ยิ่งระดับแอล ดี แอล โคเลสเตอรอลสูงมากเท่าไหร่ อัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น 

อะไรทำให้โคเลสเตอรอลสูง?

1. พฤติกรรมการบริโภค -     การกินแบบไม่ยั้งคิด กินแบบไม่คำนึงถึงคุณค่าทางอาหาร กินแต่อาหารขยะ
2. ขาดการออกกำลังกาย - จากพฤติกรรมของคนวัยทำงานในปัจจุบันที่ขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
3. กรรมพันธุ์ – หลายคนมีกรรมพันธุ์โรคนี้มาตั้งแต่กำเนิด
4. โรคเบาหวาน – โรคที่เกิดจากทั้งพฤติกรรมการกินและเกิดจากกรรมพันธุ์ภายในครอบครัว

ควบคุมโคเลสเตออล  เรื่องง่ายที่ทำยาก

เราจะควบคุมระดับโคเลสเตอรอลในเลือดได้อย่างไร โดยเฉพาะโคเลสเตอรอลชนิดเลว แอลดีแอล ในทางการแพทย์มีคำแนะนำสำหรับบุคคลทั่วให้ปฏิบัติตนดังนี้

1.ควบคุมอาหาร ลดอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง รวมทั้งอาหารที่มีไขมันสูง และอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล ของหวานต่างๆ กินปลาทะเลบ้างสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง รับประทานอาหารที่มีเส้นใยมาก หลีกเลี่ยงอาหารที่ผัดจากน้ำมัน ใช้น้ำมันพืชในการปรุงอาหาร  ( แปลว่าให้ใช้ น้ำมันพืชในการปรุงอาหาร หรือ ควรหลีกเลี่ยง )

2. ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณท์ปกติ

3. ออกกำลังให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย เพศ และวัย

4. หลีกเลี่ยงความเครียด5. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

6. งดสูบบุหรี่                       

สำหรับชีวิตในเมืองใหญ่ที่มีแต่ความเร่งรีบและเวลามีค่านั้น ทำให้หลายคนไม่สามารถ ทำตามสุขลักษณะที่ถูกต้องได้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะการเลือกรับประทานอาหารและการออกกำลัง เพื่อจะควบคุมระดับโคเลสเตอรอล ในร่างกายแต่ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์มีตัวช่วย ในการควบคุมและขจัดโคเลสเตอรอลชนิดเลว แอลดีแอล ส่วนเกินออกจากร่างกาย

หลายคนคงตระหนักและรับรู้กันเบื้องต้นแล้วว่าโคเลสเตอรอลที่ไม่ดีนั้น ส่งผลยังไงต่อร่างกายของเรา ในโอกาสต่อๆไปเราจะมาแนะนำวิธีป้องกันและนวัตกรรมใหม่ๆทางการแพทย์ของต่างประเทศที่เค้าตระหนักและให้ความสำคัญในเรื่องของโคเลสเตอรอล เช่น สาร Plant Stanol ที่ช่วยลดปริมาณโคเลสเตอรอล ซึ่งเป็นสารที่สกัดจากพืชธรรมชาติ  ข้าวโพด ข้าวสาลี ข้าวไรย์ ซึ่งถูกคิดค้น โดย  Raisio Benecol ประเทศฟินแลนด์  Plant Stanol  มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการดูดซึมโคเลสเตอรอล จากทางเดินอาหารไม่ให้เข้า สู่กระแสเลือด 

ในปัจจุบัน มีเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารซึ่งมีส่วนประกอบของ Plant Stanol  ที่ช่วยในการควบคุมและขจัด โคเลสเตอรอลชนิดเลวแอลดีแอล ส่วนเกินออกจากร่างกาย และได้รับความนิยมสำหรับผู้ที่รักสุขภาพ  และยังได้รับการยอมรับอย่างมาก ทั้งในยุโรป และ อเมริกา 

ประทานพืชที่มี Plant Stanol จะช่วยได้หรือไม่

สารชนิดนี้ เป็นส่วนประกอบที่มีอยู่รวมกับส่วนประกอบอื่นๆในพืช เพราะฉะนั้น การรับประทานพืชจากธรรมชาติโดยตรง จึงไม่ได้รับ Plant Stanol ในระดับที่เพียงพอ จำเป็นที่จะต้องได้รับจากการสกัดสารชนิดนี้จากพืชซึ่งอยู่ในรูปของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร  รั

บประทานอย่างไรให้ได้ผลPlant Stanol มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการดูดซึม โคเลสเตอรอลจากทางเดินอาหารไม่ให้เข้าสู่กระแสเลือด จากนั้น ร่างกายจะขจัด Plant Stanol ออกทางระบบขับถ่าย แต่การรับสาร Plant Stanol นั้น จะต้องได้รับอย่างต่อเนื่อง 2 สัปดาห์ขึ้นไปจึงจะมีผลในการยับยั้งโคเลสเตอรอลที่สำคัญเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่มีส่วนผสมของ Plant Stanol ยังสามารถใช้ร่วมกับยาลดโคเลสเตอรอลได้ด้วย (การลดระดับโคเลสเตอรอลชนิดเลวแอลดีแอล ไม่มีผลต่อโคเลสเตอรอลชนิดดดีเอชดีแอลแต่อย่างใด)

แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับทุกคน คือการดูแลใส่ใจสุขภาพของตนเองเป็นเบื้องต้น เลือกรับประทานอาหาร ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ออกกำลังอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยอาทิตย์ละสามครั้ง  งดบุหรี่ และลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ง่ายและสะดวกที่สุดแต่ให้ผลดีกับสุขภาพอย่างแท้จริง

ผู้ที่ควรตรวจหาระดับไขมันในเลือด

1. เมื่อมีอายุ 35 ปีขึ้นไป

2. เมื่อพบว่าบุคคลในครอบครัวมีภาวะไขมันในเลือดสูง

3. มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน

4. เป็นโรคบางชนิดเช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคตับ โรคหัวใจขาดเลือด เป็นต้น

5. สูบบุหรี่เป็นประจำ

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม

จากสถิติทางการแพทย์ คนไทยตาย 7 คนต่อชั่วโมง* ด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคที่กำลังจะเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของคนไทย อันเนื่องมาจากระดับโคเลสเตอรอลสูง นอกจากนี้โคเลสเตอรอลยังทำให้เกิดโรคต่างๆมากกมาย เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ และภาวะโคเลสเตอรอลในหลอดเลือดสูง ซึ่งล้วนแล้วแต่ทำให้เสี่ยงต่อการตายทั้งสิ้
โคเลสเตอรอล คือ สารไขมันคล้ายขี้ผึ้งที่ปรากฏอยู่ในทุกเซลล์ของร่างกาย เมื่อพูดถึงไขมันทุกคนอาจจะคิดว่าไปขมันเป็นสิ่งไม่ดีทั้งนั้น แต่จริงๆแล้วไขมันแบ่งออกเป็นหลายประเภท หากจะให้ทำง่ายๆสามารถแบ่งได้ง่ายๆเป็น 2 ประเภท คือ ไขมันดี และไขมันไม่ดี
หลายคนคงตระหนักและรับรู้กันเบื้องต้นแล้วว่าระดับโคเลสเตอรอลที่สูงนั้น ส่งผลเสียต่อร่างกายของเรามากแค่ไหน ดังนั้นก่อนที่จะสายเกินไปวิธีง่ายๆในการทดสอบระดับโคเลสเตอรอลจากชีวิตประจำวันของคุณ

ดูคำเฉลย

มื้ออะไรสำคัญที่สุดสำหรับคุณ
1. มื้อเช้า
2. มื้อกลางวัน
3. มื้อเย็น
4. ทุกๆ มื้อ

เมนูโปรดของคุณคืออะไร
1. สลัดผัก และผลไม้
2. ซีฟู้ด บาร์บีคิว
3. เสต็กเนื้อนุ่มๆ พร้อมไวน์แดง
4. อาหารพื้นเมืองรสเด็ด

สำหรับคุณแล้วการออกกำลังกายคืออะไร
1. สิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ ยิ่งทำได้ทุกวันยิ่งดี
2. สิ่งจำเป็นเพื่อสุขภาพที่ดี แต่ไม่ควรหักโหม
3. ถ้าทำเป็นประจำก็ดี ถ้าไม่ได้ทำก็ลดอาหารก็แล้วกัน
4. ไม่ได้ออกกำลังกายก็คงไม่เป็นอะไร

ถ้าหากต้องทำอาหารเอง คุณให้ความสำคัญกับส่วนผสมและเครื่องปรุงต่างๆ มากน้อยแค่ไหน
1. ทุกอย่างต้องเป็นของแท้เพื่อรสชาติที่อร่อยเท่านั้น
2. หลีกเลี่ยงอาหารประเภทไขมันเท่าที่เป็นไปได้ เลือกอาหารพวกผักและผลไม้เป็นหลัก
3. ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เพิ่มโคเลสเตอรอลในร่างกายแทน หากจำเป็นต้องมีส่วนผลมของไขมัน
4. ใช้ผลิตภัณฑ์เท่าที่หาได้ บางอย่างก็เพื่อสุขภาพ บางอย่างก็ไม่

คุณรับประทานของหวานบ่อยแค่ไหน
1. อาทิตย์ละครั้งให้รางวัลตัวเอง
2. 2 – 3 ครั้งต่ออาทิตย์
3. ทุกวัน วันละครั้ง
4. ทุกครั้งหลังมื้ออาหาร
คุณเป็นนักดื่มตัวยงหรือเปล่า
1. ดื่มบ้างอาทิตย์ละครั้งเพื่อสังคม
2. ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์เลย
3. ดื่มอาทิตย์ละ 2 – 3 ครั้งเมื่อรับประทานอหารนอกบ้าน
4. มากกว่า 3 ครั้งต่ออาทิตย์

มื้ออาหารแบบไหนถูกใจคุณเป็นที่สุด
1. ดินเนอร์แบบฟูลคอร์สกับเพื่อนรู้ใจ
2. บรั้นช์วันอาทิตย์แบบครบรสกับเดอะแก๊งค์
3. มื้อกลางวันแบบสุขภาพกับคนรู้ใจ
4. นั่งดริ๊งค์คืนวันศุกร์กับเพื่อนๆ กลุ่มใหญ่

กุมภาพันธ์ 13th, 2009 | 10:38 am
เมื่อวันที่ 12 ก.พ. ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ มีการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการระบบ e-Studentlone ประจำปี 2552 โดย รศ.นพ.ธาดา มาร์ติน ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กล่าวถึงการกู้ยืมเงินในปีการศึกษา 2552 ว่า กยศ.จะเปิดให้นักศึกษาที่มีรหัสผ่านแล้วยื่นแบบคำขอกู้ยืมผ่านระบบ e-Studentlone ผ่านทางเว็บไซต์ www.studentloan.or.th ตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ. จนถึงวันที่ 10 มิ.ย. 2552 โดยจะมีการพิจารณาผู้ยื่นแบบคำร้องตามลำดับเป็นรายบุคคล ไม่รอเป็นกลุ่ม เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา ทราบผลได้เร็วขึ้น ซึ่งสถานศึกษาจะต้องคัดเลือกจัดส่งมาตามโควตาที่ กยศ.กำหนดเท่านั้น โดยสถานศึกษาแต่ละแห่งจะทราบโควตาของตนเองภายใน 2 สัปดาห์นี้
 
รศ.นพ.ธาดา กล่าวต่อไปว่า กยศ.มีเป้าหมายว่า ปีการศึกษา 2552 ผู้กู้จะสามารถเบิกเงินค่าครองชีพงวดแรกได้ภายใน 3 วัน หลังจากที่สถาน ศึกษายืนยันข้อมูลผ่านระบบแล้ว และจะได้รับเงินงวดต่อไปในแต่ละเดือนตรงกับวันที่ได้รับเงินโอนวันแรก ส่วนสถานศึกษาก็จะได้รับเงินค่าเล่าเรียนภายใน 15 วัน นับจากวันที่สถานศึกษาจัดส่งสัญญากู้ยืมถึง บมจ.ธนาคารกรุงไทย ซึ่งหากผู้กู้และสถานศึกษาดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอน และวิธีการของระบบ กยศ.ก็พร้อมจะโอนเงินให้ทันที ดังนั้นถ้าสถานศึกษายืนยันข้อมูลผ่านระบบ และ ส่งสัญญากู้ยืมไปถึงธนาคารกรุงไทยภายในวันที่ 15 ก.ค.ก็หมายความว่า ทุกอย่างจะเรียบร้อยภายในเดือน ก.ค.แน่นอน
 
ผู้จัดการกยศ. กล่าวด้วยว่า สำหรับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ให้ขยายฐานผู้กู้ และ เพิ่มวงเงินกู้ยืม ปีงบฯ 2552 เป็นประมาณ 36,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ปีการศึกษา 2552 จะมียอดผู้กู้ 981,520 ราย นั้น จะส่งผลให้งบฯปี 2553 จะต้องเพิ่มสูงขึ้นด้วย โดยคาดว่าน่าจะถึง 40,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามตนได้หารือกับสำนักงบประมาณ เพื่อหาแนวทางรองรับแล้ว ส่วนเรื่องการชำระคืนเงินกู้ กยศ. ที่เกรงว่า อาจจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ นั้น คิดว่า คงกระทบไม่เกิน 10% โดยในปี 2552 นี้จะมียอดผู้กู้ที่ต้องชำระเงินคืนประมาณ 2 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่ครบกำหนดชำระคืนเป็นปีแรก 4 แสนคน
 
ต่อข้อถามถึงกรณีที่ น.ส.นริศนา ชวาลตันพิพัทธ์ รมช.ศึกษาธิการ ติงว่างบฯที่ กยศ.ใช้ในการติดตามหนี้ปีละ 500 ล้านบาท มากเกินไปนั้น ผู้จัดการ กยศ. กล่าวว่า กยศ.พร้อมให้ติดตามตรวจสอบ เพราะดำเนินการทุกอย่างโปร่งใส และงบฯส่วนใหญ่จะเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีกับลูกหนี้ค้างชำระ ซึ่ง กยศ.ต้องเตรียมงบฯสำหรับเรื่องนี้ไว้ทุกปี โดยต้องเสียค่าใช้จ่ายในการฟ้องร้องดำเนินคดี 5,500 บาทต่อคดี ซึ่งปีที่ผ่านมา กยศ.ต้องฟ้องร้องลูกหนี้ถึง 9 หมื่นคน.
ที่มา: เดลินิวส์
กุมภาพันธ์ 13th, 2009 | 10:37 am
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 12 ก.พ. ได้ มีการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ประจำปีการศึกษา 2551 ของนักเรียนชั้น ป.6 ทั่วประเทศ โดยสอบ 3 วิชา ได้แก่ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ซึ่ง ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน ผอ.สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมสนามสอบโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) และให้สัมภาษณ์ว่า ที่สนามสอบโรงเรียนสาธิต มก.เรียบร้อยดี ส่วนสนามสอบอื่น ๆ ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีสนามสอบใดมีปัญหา อย่างไรก็ตามตนเชื่อว่าปัญหาการทุจริตในการสอบโอเน็ตในระดับชั้น ป.6 หรือ ม.3 ที่จะสอบเป็นครั้งแรกในวันที่ 13 ก.พ.นี้ ไม่น่าจะมีการทุจริตเกิดขึ้น ส่วนชั้น ม.6 ที่จะสอบในวันที่ 21-22 ก.พ.นี้ ตนก็หวังว่าจะไม่เกิดการทุจริตขึ้นเช่นกัน
 
“ในปีนี้ สทศ.ได้กำชับให้ทุกโรงเรียนที่เป็นสนามสอบปฏิบัติตามระเบียบการเข้าห้องสอบโอเน็ต ทั้งของนักเรียนทั้งชั้น ป.6 ม.3 และ ม.6 อย่างเคร่งครัด ดังนั้นผู้เข้าสอบทุกคนจะต้องนั่ง สอบจนหมดเวลา ห้ามนำเครื่องมืออุปกรณ์สื่อสารเข้าห้องสอบ มาสายเกิน 30 นาทีไม่มีสิทธิเข้าห้องสอบ ไปผิดสนามสอบและไม่มีเลขที่นั่งสอบ ไม่มีสิทธิเข้าห้องสอบ และอนุญาตให้ใส่นาฬิกา   ข้อมือที่ใช้ดูเวลาได้เท่านั้น ซึ่งขอฝากให้เด็กทุกคนปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าวอย่างเคร่งครัดเช่นกัน เพราะถ้านักเรียนคนใดทำผิดระเบียบ จะไม่มีการตรวจข้อสอบในวิชานั้น ๆ ให้ และหากพบการทุจริตในภายหลังก็จะไม่มีการประกาศคะแนนวิชานั้นเช่นกัน” ศ.ดร.อุทุมพร กล่าวและว่า ส่วนกรณีที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าข้อสอบโอเน็ตยาก และออกเกินหลักสูตรนั้น ยืนยันว่าข้อสอบของ สทศ.ในแต่ละปีมีความยากง่ายสม่ำเสมอ ซึ่งจากการสอบถามนักเรียนก็ได้รับคำตอบว่าข้อสอบไม่ยากและไม่ได้ออกเกินหลักสูตร 
 
ด้าน คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวภายหลังการตรวจเยี่ยมสนามสอบที่โรงเรียนกลางสระบัว จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า ดำเนินการได้เรียบร้อยดี ทั้งเด็กและครูมีความตั้งใจ แต่จะเสนอแนะต่อ สทศ. ว่า การจัดสอบในช่วงเช้ายาวเกินไป เพราะให้เวลา 12.30 น. แต่เด็กส่วนใหญ่จะรับประทานอาหารกลางวันในช่วงเวลา 11.30 น.
ที่มา: เดลินิวส์
น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รมช. ศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่าล้วงลูกการทำงานของคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ว่า ตนรู้สึกตกใจกับข่าวที่ออกมา ซึ่งตนไม่เคยขอรายชื่อคณะอนุกรรมการ กอศ. 6 ชุดไปตรวจสอบและกำชับว่าถ้ายังไม่เห็นชอบก็ยังไม่ให้แต่งตั้ง เพราะเข้าใจดีว่าการแต่งตั้งเป็นอำนาจของบอร์ด กอศ. และส่วนตัวก็เพิ่งจะทราบจากข่าวว่ามีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการดังกล่าว แม้แต่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว. ศึกษาธิการ ก็ยังตกใจ และพูดกับตนทางโทรศัพท์ว่าทำไมประธานกอศ.ไปพูดอย่างนั้น ซึ่งตนก็ได้รายงาน รมว.ศึกษาธิการ ไปแล้วว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง และตนก็ไม่เคยล้วงลูกการทำงานของบอร์ด  กอศ.
 
“ไม่เข้าใจว่าทำไมประธาน กอศ.ถึงให้ข่าวไปอย่างนั้น ถ้าไม่เข้าใจก็ควรจะโทรศัพท์มาสอบถามดิฉัน ทำไมโทรฯ ไปสอบถาม รมว.ศึกษาธิการได้ แต่โทรฯ มาสอบถามดิฉันไม่ได้” น.ส.นริศรา กล่าวและว่า อย่างไรก็ตามถึงแม้ตนไม่อาจจะไปยุ่งเกี่ยวกับบอร์ดกอศ.ได้ แต่ในฐานะที่ตนต้องเป็นผู้ประสานงาน ก็ต้องรับเรื่องจากบอร์ดกอศ.ไปรายงาน รมว.ศึกษา  ธิการ เพื่อนำเรื่องเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบ ดังนั้นบอร์ด กอศ.จึงควรต้องรายงานให้ตนรับทราบบ้าง แต่ข้อเท็จจริงแม้แต่วาระการประชุม กอศ.ตนก็ไม่เคยทราบ และจากการประชุมบอร์ดกอศ.ไปแล้ว 2 นัด ก็ยังไม่เคยรายงานผลการประชุมให้ตนทราบเลย เช่นเดียวกับเรื่องการตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ทราบว่ามีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาจัดตั้งสถาบันอย่างไร ทำไมถึงขยายจาก 19 สถาบันเป็น 24 สถาบัน เคยสอบถามไปทางสอศ.ก็ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน.
ที่มา: เดลินิวส์
กุมภาพันธ์ 13th, 2009 | 10:35 am
ขนวัฒนธรรมโชว์เกาหลีใต้ 

นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับผู้แทนจากสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) เมื่อวันที่ 13 ก.พ.ว่า สาธารณรัฐเกาหลีได้เชิญ วธ.ในฐานะตัวแทนประเทศไทยไปร่วมจัดงาน “เทศกาลวัฒนธรรมนานาชาติ 2009” ณ เมืองอินชอน สาธารณรัฐเกาหลี (Incheon 2009 Global fair & Festival ) ที่จะจัดขึ้นในเดือน ส.ค. 2552 โดยมีระยะเวลาการจัดงาน 80 วัน ซึ่งที่ประชุมเห็นร่วมกันว่า ประเทศไทยควรนำวิถีชีวิตชุมชนของคนไทย สถาปัตยกรรม และ จิตรกรรมไทย อาทิ วัดพุทธ เรือนกาแล การสาธิตศิลปหัตถกรรม การจำลองตลาดน้ำ เทศกาลสงกรานต์ และลอยกระทง เป็นต้น ไปจัดแสดง เพื่อให้ชาติ ต่าง ๆ ที่เข้าร่วมงานกว่า 30 ประเทศ ได้เห็นถึงเอกลักษณ์ของความเป็นไทย โดย วธ.ได้ประสานกับจังหวัดเชียงใหม่ และกรุงเทพมหานคร ในการนำศิลปวัฒนธรรมของไทยไปร่วมจัดงานแล้ว
 
“ผมเชื่อว่าการนำวัฒนธรรมไทยไปแสดงในเกาหลีใต้ครั้งนี้ จะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุนชาวเกาหลีเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีเข้ามาในประเทศไทยมากกว่า 1 ล้านคน ขณะเดียวกันก็จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ของไทยให้ดีขึ้น ส่วนงบประมาณในการจัดงานนั้น ทางสาธารณรัฐเกาหลีจะสนับสนุนงบประมาณให้ส่วนหนึ่ง อีกส่วนจะมาจาก วธ. กทม. และ จ.เชียงใหม่” นายวีระ กล่าว.

ที่มา: เดลินิวส์

คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้หารือถึงนโยบายเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ โดย กพฐ.ได้เน้นย้ำว่า ขอให้รัฐบาลทำความชัดเจนว่าเรียนฟรีนั้น ฟรีแค่ไหน เพราะจะเป็นปัญหาในทางปฏิบัติกับโรงเรียน เนื่องจากโรงเรียนจะไม่สามารถเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้ และนอกจากเรียนฟรีแล้ว จะต้องเน้นเรื่องของคุณภาพการศึกษาให้มากขึ้น อย่างไรก็ตามในส่วนของโครงการเรียนฟรี 15 ปีนั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รวบรวมความคิดเห็นจากการประชาพิจารณ์ทั้ง 2 ครั้ง พร้อมจัดทำแนวปฏิบัติเสนอต่อ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการเรียบร้อยแล้ว โดยแนวปฏิบัติที่เสนอ คือ ให้เน้นจัดทำในรูปของคูปอง แต่ได้มีการยืดหยุ่นว่าหากโรงเรียนใดมีปัญหาในทางปฏิบัติสามารถเสนอแนวทางอื่นเพื่อขอความเห็นชอบจาก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.)ได้ แต่ทั้งนี้ต้องได้รับความเห็นชอบจาก 4 ภาคีเครือข่าย ได้แก่ ครู นักเรียน ผู้ปกครอง  และกรรมการสถานศึกษาก่อน
 
เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ กพฐ.ยังเห็นชอบรายงานผลการวิจัยเรื่อง การศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก ที่มีนักเรียนน้อยกว่า 120 คนลงมา ซึ่งได้รับเงินอุดหนุนรายหัวเพิ่มเติมในระดับก่อนประถมและประถมศึกษา 500 บาทต่อคนต่อปี และระดับม.ต้น และ ม.ปลาย 1,000 บาทต่อคนต่อปี เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่างบประมาณที่ได้รับเพิ่มสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กในทางบวกอย่างเห็นได้ชัด อาทิ ทำให้โรงเรียนมีสื่อการเรียนการสอนเพิ่มขึ้น โรงเรียนสามารถจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนที่มีความหลากหลายเพิ่มขึ้น เป็นต้น 
 
“กพฐ.ให้เสนอรายงายผลการวิจัยดัง  กล่าวต่อ ครม.เพื่อยืนยันว่าจะต้องเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวเพิ่มเติมในระดับก่อนประถมและประถมศึกษา 500 บาทต่อคนต่อปี และระดับ ม.ต้น และม.ปลาย 1,000 บาทต่อคนต่อปี ให้แก่โรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนน้อยกว่า 120 คนลงมาต่อไป โดยให้เสนอของบประมาณกลางเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในปีการศึกษา 2552 ส่วนจะเป็นการอนุมัติปีต่อปี หรือ อนุมัติเพิ่มค่าใช้จ่ายรายหัวเป็นการต่อเนื่องนั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ ครม.” คุณหญิงกษมา กล่าว

ที่มา: เดลินิวส์

 
หน่วยงาน :   ฝ่ายวิเทศและประชาสัมพันธ์ | ฝ่ายวิจัย | ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ | ฝ่ายวางแผนและพัฒนา | ฝ่ายวิชาการ | ฝ่ายบริหารและธุรกิจ |
ฝ่ายกิจการนักศึกษา
| สำนักอำนวยการ | สำนักบริหารทรัพยากรมนุษย์ | งานตรวจสอบภายใน
ศูนย์วิจัย :   ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยชิคาโก - มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย | ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ | ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ |
ศูนย์ศึกษาธุรกิจครอบครัวและ SMEs
| ศูนย์ศึกษาธุรกิจไทย-จีน | ศูนย์ศึกษาและวิจัยสื่อสารมวลชนอาเซี่ยน |
ศูนย์ศึกษาและวิจัยตราสินค้า
| ศูนย์วิจัยโลจิสติกส์ | ศูนย์รับออกแบบและปรึกษางานอิเล็กทรอนิกส์ |
ศูนย์เครือรัฐเอกราช และ รัฐบอลข่าน
วารสาร :   วารสารวิชาการ | วารสารรอบรั้ว มกค. | สัปดาห์นี้มีอะไร | UTCC+
บริการวิชาการ :   ศุนย์บริการวิชาการ | ศูนย์ภาษา UTCC

 
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 126 / 1 ถ.วิภาวดีรังสิต ดินแดง กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-697-6000, 1141 กด 8822 โทรสาร: 02-276-2126